ลดน้ำตาลและความอยากอาหารด้วยแอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีรสชาติดี แถมยังช่วยลดน้ำตาลและความอยากอาหารได้อีกด้วย วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาบอก…

แอปเปิ้ลมีสารสำคัญ คือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ขนิดละลายน้ำ ที่มีชื่อว่า เพคติน และยังมีกรด 2 ชนิด คือ กรดมาลิคและกรดทาร์ทาริก ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน แต่ที่น่าสนใจ คือ เพคตินนี้มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนักและลดโคเลสเตอรอลได้

– แอปเปิ้ลเพียงหนึ่งลูกจะช่วยลดความหิวได้ เพราะแอปเปิ้ลมีแป้งและน้ำตาลในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75 % ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลพิเศษชนิดนี้ได้รวดเร็วและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ดังนั้นความอยากอาหารจึงลดลง

– แอปเปิ้ล 2-3 ผลต่อวัน ช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ เพราะแอปเปิ้ลมีเพคตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ผลการวิจัยระบุว่า เมื่อกรดในทางเดินอาหารย่อยสลายไขมันและแยกโคเลสเตอรอลออกมาเสร็จสิ้นแล้ว เพคตินจากแอปเปิ้ลจะไปคอยดักจับโคเลสเตอรอลเหล่านั้นและพาทิ้งก่อนที่จะถูกดูดกลับเข้าร่างกาย และยังพบว่าแอปเปิ้ลลดโคเลสเตอรอลในผู้หญิงได้ดีกว่าผู้ชาย

– แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด เพราะเมื่อรับประทานอาหารเข้าไปอาหารแต่ละชนิดจะถูกย่อยสลายและดูดซึมผ่านผนังกระเพาะลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะเพิ่มช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของอาหารนั้น ๆ เช่น ถ้ารับประทานน้ำผึ้ง น้ำตาลในเลือดจะขึ้นอย่างรวดเร็วในทันที แต่สำหรับแอปเปิ้ลถึงแม้จะมีน้ำตาลธรรมชาติในเนื้อแอปเปิ้ลมาก แต่ก็ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ

เดลินิวส์. (2553). ลดน้ำตาลและความอยากอาหารด้วยแอปเปิ้ล. สืบค้น 29 มิถุนายน 2553 จาก http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?

Advertisements

สูตรลดน้ำหนัก พระราชทานของสมเด็จพระเทพฯ

ลดน้ำหนัก 9 กิโลกรัม ภายใน 1 สัปดาห์

ก่อนอาหารต้องดื่มน้ำอย่างน้อย 2 แก้ว งดน้ำตาล น้ำมันหมู แอลกอฮอล และของทอดทุกชนิด

วันแรก
• มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือโยเกริต์
• มื้อกลางวัน : ไข่ต้มสองฟอง
• มื้อเย็น : สลัดผัก

วันที่สอง
• มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
• มื้อกลางวัน : ไข่ต้มสองฟอง
• มื้อเย็น : โยเกริต์

วันที่สาม
• มื้อเช้า : โยเกริต์หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
• มื้อกลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้นหมู
• มื้อเย็น : สับปะรด 1 ชิ้น

วันที่สี่
• มื้อเช้า : ขนมปัง 1 แผ่น น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
• มื้อกลางวัน : สลัดผักและไก่ย่าง 1 ชิ้น
• มื้อเย็น : โยเกริต์

วันที่ห้า
• มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
• มื้อกลางวัน : ส้มตำและไก่ย่าง 1 ชิ้น
• มื้อเย็น : สลัดผัก

วันที่หก
• มื้อเช้า : น้ำผลไม้หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไม่ใส่ครีม
• มื้อกลางวัน : ปลานึ่งหรือปลาเผา
• มื้อเย็น : นมสด

วันที่เจ็ด
• มื้อเช้า : ข้าวสวย 1 ทัพพี และหมูย่าง 1 ชิ้น หรือ ข้าวสวย 1 ทัพพี และไข่ต้ม 1 ลูก
• มื้อกลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้นหมู
• มื้อเย็น : สับปะรด 1 ชิ้น

วันที่แปด
มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น : ให้รับประทานอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ถ้าอยากลดน้ำหนักต่อให้เริ่มทำตั้งแต่วันแรก

เทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระ. (2553). สูตรลดน้ำหนัก. สืบค้นเมื่อ 28 มิถุนายน 2553 จาก http://how2healthy.blogspot.com/2010/05/blog-post_2818.html

อาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ

– ส้ม อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสดูอ่อนวัย
– มะนาว อุดมด้วยวิตามินซี ที่มีประโยชน์ต่อผิว และยังช่วยทำความสะอาดตับซึ่งทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกายได้อีกด้วย
– แครอท ให้คุณค่าเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ อาหารที่จำเป็นสำหรับผิว
– กีวี ประกอบด้วยวิตามินซีที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างคอลลาเจน
– อะโวคาโด อุดมไปด้วยวิตามินอีที่ช่วยบำรุงผิว การกินอะโวคาโดวันละผล ให้วิตามินอีเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
– โยเกิร์ต ช่วยในการขับถ่าย ทำให้ผิวพรรณสดใส ไม่หมองคล้ำ
– เมล็ดถั่วต่าง ๆ อุดมด้วยโปรตีน สารอาหารที่จำเป็นสำหรับผิวสวย
– งา อุดมด้วยวิตามินบี สังกะสี และโพแทสเซียม ช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวดูสดใสอ่อนวัยอยู่เสมอ
– ผักโขม อุดมด้วยธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งอมชมพูดูมีสุขภาพดี

เดลินิวส์. (2553). อาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ. สืบค้นเมื่อ 28 มิถุนายน 2553 จาก, http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?

กยศ.: กะลา

จากการดูคลิป ทำให้ได้ข้อคิดเรื่องการศึกษาของนักเรียนไทย เขาเปรียบเทียบคนที่ไม่ได้เรียนเหมือนกับกบอยู่ในกะลาครอบ หลังจากสำเร็จศึกษาก็เปรียบเหมือนกับคนที่มีความรู้สู่โลกกว้าง

กินปลาบำรุงสมอง…ชะลอโรคอัลไซเมอร์

“กินปลาแล้วจะฉลาด” หลายคนคงคุ้นเคยกับคำพูดนี้ดี เพราะเป็นที่ทราบกัน อยู่แล้วว่าการรับประทานปลามีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย นอกจากจะย่อยง่าย มี คอเลสเตอรอลต่ำแล้ว ปลายังเป็นอาหารที่ช่วยบำรุงสมองอีกด้วย

นพ.ฆนัท ครุฑกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและโภชนาวิทยาคลินิก ศูนย์หัวใจหลอดเลือดและเมทาบอลิซึม โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายถึงสารบำรุงสมองในเนื้อปลาว่า คือ โอเมก้า 3 ที่ช่วยพัฒนาเซลล์สมอง ลดไขมันในเลือด และช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ เพราะฉะนั้น ควรรับประทานปลาอย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์ หรือต้องได้รับในปริมาณ 500-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

โอเมก้า 3 คือ กรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายขาดไม่ได้ มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งทางด้านหัวใจและสมองเป็นสารอาหารที่พบทั้งในปลาทะเลและปลาน้ำจืด ขึ้นอยู่กับชนิดและฤดูกาล หากเป็นปลาที่มีไขมันมากจะมีโอเมก้า 3 มาก หรือถ้าอยู่ในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่ปลาจำศีล ปลาจะมีขนาดเล็ก เนื้อน้อย และมีไขมันต่ำ ส่วน ปลาในประเทศไทยที่มีโอเมก้า 3 มาก คือ ปลาสวายและปลาช่อน

สำหรับการปรุงอาหารของคนไทยนั้น คุณหมอบอกว่า คนไทยนิยมบริโภคปลาด้วยวิธีการทอดสูงเป็นอันดับหนึ่ง ถึงร้อยละ 26.8 และการนึ่งหรืออบ ต้ม ปิ้ง หรือย่าง และผัดตามลำดับ ซึ่งอยากจะแนะนำว่า การทอดทำให้สูญเสียโอเมก้า 3 ในเนื้อปลามากที่สุดอีกทั้งยังได้น้ำมันที่เราใช้ทอดปลาซึมซับเข้ามาอีก เมื่อรับประทานไขมันเพิ่มมากขึ้นจะเป็นผลให้ไขมันไปสะสมในร่างกายและเกิดโรคอ้วนได้ ดังนั้นเราควรปรับเปลี่ยนการปรุงมาเป็นนึ่งหรือ ต้มจะดีกว่า ส่วนปลาที่นิยมบริโภคกันมากที่สุด ได้แก่ ปลาทู ปลานิล ปลาดุก ปลาสลิด และปลาช่อน ตามลำดับ

อย่างไรก็ตามคุณหมอบอกว่าพฤติกรรมการบริโภคปลาของคนไทย จากการสำรวจผู้ป่วยและญาติที่เข้ามาใช้บริการรักษาอาการป่วยที่ โรงพยาบาลรามาธิบดี อายุระหว่าง 18-82 ปี จำนวน 260 คน พบว่ามีการบริโภคอาหารประเภทปลาในปริมาณน้อยเพียง 1 วันต่อสัปดาห์ จึงได้รับโอเมก้า 3 เฉลี่ยต่อวันเพียง 335.35 มิลลิกรัม ถือว่ายังน้อยอยู่ จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยรับประทานปลาให้มากกว่าเดิมเพื่อชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือโรคความจำเสื่อมที่เกิดกับเราเมื่อมีอายุมากขึ้น

เนื้อปลาเป็นอาหารที่อร่อยไม่แพ้ เนื้อสัตว์ประเภทอื่น ๆ แถมมีประโยชน์มากมาย หากรู้จักนำมาปรุงรสต่าง ๆ ให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ต้มยำปลาช่อนรสแซบ ปลาสวายราดพริก ฯลฯ

เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเองควร ใส่ใจหันมาบริโภคเนื้อปลากันให้มากขึ้นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 มื้อหรือมากกว่านั้นได้ยิ่งดีค่ะ.

อ่านแล้วอย่าลืมปฎิบัตินะค่ะ

เดลินิวส์ 15 มีนาคม 2552