ประโยชน์จากงาขาวและงาดำ

    

            ทราบหรือไม่ว่า งาขาวและงาดำมีประโยชน์อะไรบ้าง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาบอก

        – งาดำและงาขาวมีฤทธิ์เป็นกลาง รสหวาน ส่วนน้ำมันงามีฤทธิ์เย็น แก้อาการท้องผูก ทำให้ลำไส้ชุ่มชื้น ลดกรดในกระเพาะอาหาร ลดการอักเสบของทางเดินอาหารและกระเพาะปัสสาวะ บำรุงตับและไต 

     – เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

      – รักษาอาการเคล็ดขัดยอก บำรุงรากผมและผิว ช่วยให้หลับได้ดี
 
      – รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกและแผลเปื่อยติดเชื้อ

             รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมาทานงาขาวและงาดำกันดูได้.


  แหล่งที่มา  เดลินิวส์  27  สิงหาคม  2553

Advertisements

การให้อภัย

การให้อภัยเป็นเรื่องที่ดี แต่พอให้อยู่เสมอ กลับกลายเป็นต้องยอมอยู่ตลอด
เพราะคนที่ได้รับการอภัยไม่เคยสำนึกได้เลยว่าทำอะไรไม่ดีไว้บ้าง
ยังคงเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ควรทำอย่างไร

 

การให้อภัยเป็นสิ่งที่ดี ไม่มีใครเถียง แต่การ “ให้อภัยอยู่เสมอ” นี่เอง
คือสาเหตุที่ทำให้การอภัยนั้นไม่มีราคา ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีความหมาย
ในใจของผู้รับ

สาเหตุก็เพราะคุณกำลังทำผิดหลักการของการให้อภัยที่แท้

การให้อภัยที่ถูกนั้นควรให้เพียงครั้งเดียวหรือสองครั้งเท่านั้น ถ้ามีการ
ให้อภัยจนเป็นเรื่องปกติก็ไม่ใช่ความผิดของผู้ทำผิด หากแต่เป็นความผิด
ของผู้ให้อภัยเอง ที่ให้ไม่เป็น หรือไม่มีศิลปะของการให้ การให้อภัย
ซ้ำซากคือการลดคุณค่าของการให้อภัย หรือคือการแสดงให้เห็นว่าสิ่ง
ที่ทำผิดพลาดไปไม่ใช่เรื่องใหญ่โต

ในทางพุทธศาสนา เวลาให้อภัยใคร ท่านวางขั้นตอนดังนี้

1. ผู้ทำผิดต้องตระหนักรู้ถึงความผิดที่ได้ทำลงไปแล้ว
2. ตัวผู้ทำผิดนั้นเกิดความรู้สึกอยากจะขอโทษ
3. พยายามขอโทษด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง
4. ผู้ที่เหนือกว่าเขายกโทษให้ (= ให้อภัย)
5. ก่อนจะยกโทษ มีการชี้แจงความผิดและชี้ทางออกที่ถูกต้องให้
6. ผู้ทำผิดและมาขอให้บยกโทษให้ ตั้งใจว่าจะปรับปรุงตัว บางที
อาจมีการปฏิญาณตนว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในทางที่ถูกต้อง

ลองทบทวนดูว่าทำไมการให้อภัยของคุณจึงให้ผลในทางลบ ทั้งที่
การให้อภัยเป็นเรื่องที่ดี

ในประเทศญี่ปุ่น มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเกเร ติดเหล้า ติดการพนัน
แม่ห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง จนปัญญาจะทำให้กลับตัวเป็นคนดีได้
หลวงลุงซึ่งบวชเป็นพระเซนอยู่ทราบเรื่อง รีบเดินทางกลับมายัง
บ้านน้องสาวและพำนักที่บ้านหลังนั้นหนึ่งคืน เช้ามาขณะกำลังจะ
เดินทางกลับ หลวงลุงหารองเท้ามาสวมด้วยด้วยกิริยางก ๆ เงิ่น ๆ
เจ้าหนุ่มที่เพิ่งฟื้นจากอาการเมาแอ๋กลับจากบ่อนเมื่อใกล้รุ่ง จึงกุลีกุจอ
เข้าไปช่วยผูกเชือกรองเท้า หลวงลุงยืดตัวขึ้นพลางลูบหัวพร้อมกล่าว
ว่า

“หลานเอ้ย! หลวงลุงต้องขอโทษด้วยที่รบกวนเธอ ดูเอาเถอะ
คนเราวันหนึ่งก็ต้องแก่เหมือนหลวงลุงนี่แหละ พอแก่แล้วทำอะไรก็
ไม่สะดวก หูตาฝ้าฟางลงทุกที นี่แค่ผูกเชือกรองเท้ายังต้องพึ่งคนอื่น
เลย หลวงลุงขอโทษเธอจริง ๆ นะ เฮ้อ! ไม่น่าเกิดมาสร้างภาระให้
ใครเลย”

ไม่พูดเปล่า น้ำตาหลวงลุงร่วงพรูลงบนหลังมือเจ้าหลานชาย นาทีนั้น
เอง ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าเขาทอดทิ้งหลวงลุงมาเป็นเวลานาน แล้วใจ
ก็เชื่อมโยงถึงผู้เป็นแม่ ซึ่งต้องคอยเป็นห่วงเป็นใยเขาวันแล้ววันเล่า
โอ… เขากลายเป็นภาระของแม่ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หยาดน้ำตาบน
หลังมือพลันให้เขาเกิดสามัญสำนึกถึงความไม่ได้เรื่องของตน จึงบอกว่า

“หลวงลุงครับ ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ ผมละเลยทั้งแม่และหลวงลุง
มาโดยตลอด จากนี้ไปผมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ขอหลวงลุงให้อภัยผมด้วย”

จากนั้นเป็นต้นมา แม่ก็ได้ลูกชายคนใหม่มาด้วยกุศโลบายในการทำให้
หลานชายรู้สึกสำนึกผิดอย่างลึกซึ้งจากหลวงลุงของเขานั่นเอง

การให้อภัยที่จะมีผลที่แท้จริงจึงไม่ใช่การบอกว่า “ฉันยกโทษให้เธอ”
แล้วจบกัน หากแต่ต้องมาจากการที่คนทำผิดเกิดจิตสำนึกขึ้นมาอย่าง
ถ่องแท้ว่าสิ่งทีเขาทำนั้นผิด แล้วอยากเริ่มต้นใหม่ อยากแก้ไขตัวเอง

หากการให้อภัยดำเนินไปในลักษณะนี้ จึงจะเป็นการให้อภัยใน
ความหมายที่แท้

โดย…. “ท่าน ว. วชิรเมธี”

ไปรับหนังสือที่ เซ็ลทรัลเวิลด์

      วันที่ 26 สิงหาคม 2553  ไปรับหนังสือที่ เซ็ลทรัลเวิลด์ ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  ได้จัดงาน การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2553 = Thailand Research Expo  2010  ขึ้นในระหว่าง 26- 30 สิงหาคม  2553 ในงานประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ  ดังนี้

          1.   นิทรรศการ

          2.   ภาคประชุม

          3.   Thailand  Research symposium : 2010 เป็นเวทีสำหรับนักวิจัย/นักวิชาการในการนำเสนอผลงานทางวิชาการระดับประเทศ

          4.   คลินิกวิจัย

          5.   Highlight Stage : Diamond Stage : เวทีหลักในการนำเสนอผลงานวิจัยทีมีความพร้อมใช้ประโยชน์/องค์กร/พาณิชย์ เป็นต้น

         สำหรับส่วนที่ไปรับหนังสือนั้น เป็นส่วนของ นิทรรศการ

โดยไปรับหนังสือที่บู๊ทของ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา 

รับหนังสือชื่อ เลสาปเรา เล่ม 1- 4 และ CD  = 2  แผ่น

 

คนเราเจอกันเพราะบุญที่เคยทำร่วมกันมา

         ชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน

เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน

ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน

โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด

เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้ง งง และ เสียใจ มาก

ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ

 

 เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น

ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา

เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู

เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า

หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต

ในบ้านมีคนป่วยใช่มั้ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย

ไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้

ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย

เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา!

 

 

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า

ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง

สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ

เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น

หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ

ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด

หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ

ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ

ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน

เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป

กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล…. ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา

ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น

เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด

เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา

เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น

เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป

พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา

เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ

ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด

เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา

เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร

จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

 

 

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น

และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ

พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2

แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

 

 

 

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม

ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ

ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ

จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน

 

 

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก

หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว

ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด …..

คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,

ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย

 

 

เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน

เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่

 

ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง

เพราะ ถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้ ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่

แหล่งที่มา Forwarded Mail

ขอโทษประเทศไทย

      ทำไมโมษณานี้จึงถูกแบน สังคมรับไม่ได้ หรือแรงไป อยากให้ทุกคนหาคำตอบให้ด้วยนะค่ะ แต่สิ่งที่เห็นในโฆษณา มันคือความจริง ที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้นะ จริงไหม ?

รับหนังสือชุดพิเศษ 100,000 years of beauty

             วันที่ 20 สิงหาคม  2553  ตอนบ่ายโมงครึ่งได้เดินทางไปร่วมงานเสวนา 100,000 ปี Years of beauty ซึ่งจัดโดยบริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย)  สถานที่ที่ไปรับหนังสือ คือ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (สี่แยกปทุมวัน) หนังสือชุดนี้มี 5 เล่ม  ได้รับความร่วมมือจากนักประวัติศาสตร์ นักปรัชญา นักมนุษยศาสตร์ นักสังคมสงเคราะห์และศิลปินกว่า 300 คน จาก  35 ประเทศ ร่วมศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับความงามและความสำคัญของความงาม ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต จนกลายมาเป็นหนังสือชุดพิเศษ  100,000   Years of Beauty  ซึ่งมีมูลค่ากว่า 10,000 บาทไม่มีจำหน่าย

      กลับมาถึงมหาวิทยาลัย 1 ทุ่มตรง

วันคล้ายวันเกิด

         คนเราเกิดได้แค่ 1 ครั้ง ส่วนในปีถัดไปๆ คือวันคล้ายวันเกิด  ถ้าถามว่ามีความสำคัญไหม ก็ตอบได้ว่า ก็เหมือนวันอื่นๆ ทั่วไป แต่จะต่างกันที่ ครบรอบก็คือแก่ไปอีก  1 ปี แต่คนเรามักลืมนึกถึงบุคคลคนหนึ่ง คนนั้นก็คือแม่ผู้ให้กำเนิด   บางคนฉลองกันมากมาย ลืมนึกไปว่า เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดเรา เป็นวันที่แม่เราเจ็บปวดมากที่สุดและในขณะเดียวกันแม่เราก็ดีใจที่สุด ที่เห็นหน้าเราเป็นครั้งแรก

           คนที่เราควรคิดถึงมากที่สุดในวันคล้ายวันเกิดก็คือ

 แม่   ไม่มีพรใดประเสริฐเท่าพรของแม่ นอกจากนี้แล้วสิ่งที่ควรคำนึงคือ การใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาณ  ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและวันที่ตรงข้ามกับวันเกิด ก็คือวันตายเหมือนให้เราพิจารณาตัวเองให้มากขึ้น ทำอะไรให้คิดไตร่ตรองให้มากขึ้น