คำขวัญกรุงเทพมหานคร 2555

MThai News : จากที่ กทม. ได้จัดโครงการประกวดคำขวัญกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้คัดเลือกคำขวัญที่รอบสุดท้าย 5 คำขวัญ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมโหวตผ่านทางไปรษณียบัตร โดยเจ้าของคำขวัญที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจะได้รับเงินรางวัลจำนวน 500,000 บาท และผู้ที่ส่งไปรษณียบัตรร่วมโหวตจะมีสิทธิลุ้นรับเงินรางวัล 100,000 บาท นั้น

ล่าสุด นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า มีประชาชนร่วมส่งไปรษณียบัตรโหวตทั้งสิ้น 125,959 ใบ และทาง กทม. ได้สรุปผลโหวตแล้วดังนี้

อันดับที่ 1 กรุง​เทพฯ ดุจ​เทพสร้าง ​เมืองศูนย์กลาง​การปกครอง วัด วัง งาม​เรืองรอง ​เมืองหลวงของประ​เทศ​ไทย คะ​แนน​โหวต 42,514 คะ​แนน
อันดับที่ 2 พระ​แก้วมรกตล้ำค่า ​เสาชิงช้าคู่​เมือง พระมหาราชวังลือ​เลื่อง ​เมืองน่าท่อง​เที่ยวอันดับ​โลก คะ​แนน​โหวต 36,605 คะ​แนน
อันดับที่ 3 พระราชวังสง่างาม พระอาราม​เพริศ​แพร้ว พระ​แก้วมรกตคู่​เมือง ที่ท่อง​เที่ยวลือ​เลื่อง นามกระ​เดื่อง​เมืองหลวง​ไทย คะ​แนน​โหวต 16,148 คะ​แนน
อันดับที่ 4 วัด​เวียงวังงาม​เลิศล้ำ วัฒนธรรมงาม​เสริมส่ง ราชธานีงามยืนยง สืบธำรง​ความ​เป็น​ไทย คะ​แนน​โหวต 16,037 คะ​แนน
อันดับที่ 5 กรุง​เทพมหานคร​เมืองฟ้า ​ความก้าวหน้ารุ่ง​เรือง ฟู​เฟื่องวัฒนธรรม ​เลิศล้ำ​ความ​เป็น​ไทย คะ​แนน​โหวต 14,591 คะ​แนน

ทั้งนี้ คำขวัญที่ได้รับคะแนนโหวตสูงที่สุดจะถูกนำมาใช้เป็น คำขวัญประจำกรุงเทพ และใช้ในโอกาสงานพิธีสำคัญต่างๆ

แหล่งที่มา http://news.mthai.com/headline-news/165732.html

Advertisements

ประหยัดรายจ่าย แบบเหมา-เหมา

Quote 1
“พยายามอย่าพกเงินสดไว้ในกระเป๋าสตางค์เยอะ โดยเฉพาะธนบัตรย่อย เพราะจะทำให้เราหยิบจ่ายง่ายและเร็วขึ้น”

 

Quote 2
“ให้คิดก่อนที่จะหยิบเงินซื้อของบางอย่างที่เรามีอยู่แล้ว อย่าคิดแค่ว่าอยากได้เพียงอย่างเดียว”

ระหว่างการขึ้น-ลงรถไฟฟ้าใต้ดิน เมื่อก่อนจะต้องหยิบเงินเพื่อไปซื้อเหรียญเข้าสถานี แต่เพื่อความสะดวกเลยไปซื้อบัตรแบบเติมเงิน แต่ก็มาคิดว่าหากเราซื้อแบบรายเดือนไปเลยจะคุ้มค่ากว่าหรือเปล่า เพราะเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับการเดินทางลักษณะแบบนี้อีกนาน เมื่อตัดสินใจได้ทำให้เรารู้เลยว่า นอกจากจะสะดวกแล้วยังคุ้ม ค่าและประเมินรายจ่ายได้อีกด้วย และนี่จึงเป็นที่มาของเรื่องระบบเหมาจ่ายแบบรายเดือนที่มีอยู่หลายอย่าง จากเงินสดสู่ระบบเหมาจ่ายทีเดียว เมื่อมาแยกออกเป็นข้อๆ แล้ว เราก็จะได้รับคำตอบว่า ระบบเหมาจ่ายนั้นจะประหยัดจริงหรือไม่

ระบบเหมาจ่ายแบบรายเดือน

รายจ่ายค่าเดินทาง
ในชีวิตประจำวันของเรา ค่าใช้จ่ายของเราจะหมดไปกับเรื่องของการเดินทางเป็นส่วนใหญ่ หากเรามาลองคำนวณรายจ่ายเฉพาะการเดินทาง กำหนดไปเลยว่าในหนึ่งเดือนอัตราค่าเดินทางของเราควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ บวกลบอีกเท่าไหร่ เราสามารถคำนวณได้จากการเลือก ซื้อบัตรโดยสารแบบรายเดือน โดยคิดเฉลี่ยแบบวัน (ไป-กลับ) ก็จะทำให้ง่ายต่อการคุมรายจ่ายในส่วนนี้ ในกรณีที่เราไม่มีรถยนต์ส่วนตัว เราก็ต้องพึ่งรถไฟฟ้ามหานคร รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือ ขสมก. ก็สามารถซื้อตั๋วเดือนได้
ส่วนคนที่มีรถยนต์แล้วต้องบวกค่าทางด่วน ก็สามารถซื้อแบบ Easy pass เพื่อคำนวณว่า ต่อเดือนเราต้องขึ้น-ลงทางด่วนเฉลี่ยแล้วเดือนละกี่บาท ก็เติมเงินเท่านั้น ส่วนนี้เราก็สามารถกำหนดรายจ่ายได้เช่นกัน อย่าลืมคำนวณค่าน้ำมันรถด้วย

ตาราง
หมายเหตุ : ควรสอบถามเพิ่มเติมกับทางผู้ให้บริการ

 

รายจ่ายค่าโทรศัพท์
ค่าบริการของโทรศัพท์มือถือ ในกรณี เหมาจ่ายรายเดือน ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับพนักงานออฟฟิศที่ต้องมีการโทรออกบ่อยๆ พ่วงกับค่าอินเตอร์เน็ตบนมือถือ ระบบเหมาจ่ายรายเดือนก็จะคุ้มค่ากว่าระบบเติมเงิน ซึ่งระบบเติมเงิน อาจจะเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยได้ใช้โทรออก และไม่ได้ใช้มือถือสำหรับการท่องอินเตอร์เน็ต หากจำเป็นต้องใช้อินเตอร์เน็ตขึ้นมา บางเครือข่ายก็จะมีเหมาจ่ายอินเตอร์เน็ตแบบรายวัน แต่เมื่อมาเฉลี่ยจริงๆ แล้ว เมื่อใช้อินเตอร์เน็ตรายวันบ่อยๆ แบบเหมาจ่ายรายเดือนดูท่าจะคุ้มค่ากว่าเยอะ โดยเราสามารถเลือกโปรโมชั่นตามเครือข่ายได้โดยประเมินการใช้ของตัวเอง และที่สำคัญสิ้นเดือนจะมีบิลค่าเรียกเก็บค่าบริการ ซึ่งในบิลก็จะแสดงรายละเอียดการใช้งานต่างๆ ออกมา ที่ทำให้เราสามารถประเมินได้ทันทีว่าเดือนหน้าเราจะใช้อยู่ที่เท่าไหร่ และเรายังคำนวณรายจ่ายส่วนนี้ได้ค่อนข้างแน่นอน

รายจ่ายค่าอาหาร
ในส่วนนี้เราเองที่จะต้องกำหนด โดยหารเฉลี่ยจากเงินเดือนของเราว่า ในหนึ่งวันค่ากับข้าวของเราจะอยู่ที่เท่าไหร่ เพื่อไม่ให้เราซื้อของกินเกิน ส่วนหนึ่งนอกจากจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสามารถช่วยเราเรื่องของสุขภาพได้อีกด้วย ในเมื่อกำหนดค่าอาหาร เราก็จะพยายามไม่ซื้อขนมหรือของจุกจิกอื่นๆ เพราะเกรงว่าจะเกินอัตราที่เราเฉลี่ยนั่นเอง หรือ อีกหนึ่งวิธีคือ การผูกปิ่นโตกับร้านอาหาร ใกล้เคียงออฟฟิศ เช่น มื้อเช้า 30 บาท มื้อกลางวัน 30 บาท = 60 บาท/วัน รายเดือน (วันทำงานเฉลี่ย 20 วัน) ก็จะอยู่ประมาณ 1,200 บาท บวกลบมื้อเย็นและเครื่องดื่มเป็นรายเดือน 2,000 บาท เป็นต้น
สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจของระบบเหมาจ่าย นอกจากจะทำให้เราสามารถคำนวณรายจ่ายต่อเดือนได้แล้ว ยังทำให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพกเงินสดเป็นจำนวนมากอีกด้วย

สำหรับเรื่องของค่าใช้จ่ายๆ อื่นๆ นั้น คุณสามารถกำหนดรายจ่าย เมื่อคุณรู้ยอดที่ต้องจ่ายทุกๆ สิ้นเดือน เช่น ค่าเช่าบ้าน ผ่อนรถ ค่าประกันสุขภาพ เงินส่งให้ครอบครัว ส่วนนี้จะเข้าไปอยู่ในหัวข้อของรายจ่ายอื่นๆ และเมื่อสิ้นเดือนมาถึง คุณจะสามารถคำนวณได้ทันทีว่า คุณมีรายจ่ายเท่าไหร่ต่อเดือน แม้ในอนาคตเงินเดือนจะมากขึ้น แต่คุณยังคงจ่ายเท่าเดิม เท่ากับว่าคุณจะมีเงินเก็บเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

 

Image  ข้อมูลจาก Be Magazine

ตาเอี่ยม ขอทานใจบุญ! หอบเงินเก็บเกือบ 1 ล้านบาท บริจาควัดไร่ขิง

ตาเอี่ยม ขอทานใจบุญ! หอบเงินเก็บเกือบ 1 ล้านบาท บริจาควัดไร่ขิง

ตาเอี่ยมขอทานใจบุญ! หอบเงินเก็บเกือบ 1 ล้านบาท บริจาควัดไร่ขิง

รายงานข่าวแจ้งว่า นายเอี่ยม คัมภิรานนท์ วัย 62 ปี ชาวตำบลปากแพรก จังหวัดสระบุรี ป่วยเป็นโรคโปลิโอตั้งแต่กำเนิด พิการแขนขา เดินไม่สะดวก ไม่มีญาติพี่น้อง ต้องนั่งขอทานอยู่ที่หน้าทางเข้าพระอุโบสถวัดไร่ขิง ปกติแล้วมา นั่งขอทานอยู่ด้านหลังโบสถ์วัดไร่ขิงตั้งแต่ปีพ.ศ.2522 จนปัจจุบันรวมระยะเวลากว่า 33 ปีแล้ว แต่ละปีจะนำเงินบริจาคให้วัดโดยตลอด ซึ่งได้จากการเก็บหอมรอมริบเงิน จนปีนี้มีเงินสดอยู่  เกือบ 1 ล้านบาท

แต่นายเอี่ยม ได้นำเงินสด เกือบ 1 ล้านบาท นำเงินมอบให้กับพระประธานในโบสถ์ เพื่อเป็นการบริจาค  โดยให้เจ้าอาวาสรับมอบและเก็บรักษาไว้ใช้จ่ายในการฉลองสมโภชวัดไร่ขิง โดยนายเอี่ยมบอกว่า  เงินที่ผู้มจิตศรัทธาให้ ส่วนหนึ่งจะนำไปถวายให้กับพระประธานหลวงพ่อวัดไร่ขิง จึงได้เก็บหอมรอมริบไว้ พอครบ 1 ปีจะนำเงินที่ได้มาบริจาคให้วัดส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งเก็บไว้ใช้จ่าย บางปีได้มาก บางปีได้น้อย แต่ละปีจะมอบให้วัด ตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท

“ปีนี้งเป้าไว้ว่า หากขอทานได้เงินครบ 1 ล้านบาทจะนำมาบริจาคให้วัด เมื่อได้เงินครบมอบให้วัด เป็นจำนวน 999,999 บาท ส่วนที่เหลือ 1 บาทจะเก็บไว้เป็นเงินก้นถุง และยังมีเงินเหลือพอ ที่จะจ้างวงดนตรีลูกทุ่งวง “ตั๊กแตน ชลดา” มาแสดงให้ชาวบ้านชมในงานประจำปีของวัดด้วย” นายเอี่ยมกล่าว

   ขอชื่นชมตาเอี่ยมผู้มาด้วยน้ำใจ  ถึงร่างกายจะพิการ แต่ก็หมั่นทำบุญทำทาน ขยันทำมาหากิน จนมีเงินมาก แต่ก็ยังสร้างคุณงามความดีให้โลกได้จารึก บริจาคเงินให้วัดมาหลายปีแล้ว ขอชื่นชมจากใจจริงค่ะ

http://news.mthai.com/general-news/157682.html

ทำดี ไม่ต้องเดี๋ยว

              เย็นของวันที่  4 พฤศจิกายน 2553  นัดสมาคมชาวซาว์น่าไว้ 5 โมง แต่ชีวิตก็มีการหักเหได้ คือเปลี่ยนจากซาวน์น่าไปช่วยเหลือแพคของเพื่อช่วยเหลือชาวใต้ ที่สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย โดยมีบุคคลากรและนักศึกษา ร่วมกันประมาณ  30 คนที่ช่วยกันในวันนี้ ทำงานกันอย่างมีความสุขหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสกันทุกคน   และแล้วก็ได้เวลากลับบ้านคือ  3 ทุ่มครึ่ง แยกย้ายกันกลับ  โดยถึงบ้านด้วยความปลอดภัยเวลา 4 ทุ่ม 10 นาทีค่ะ

           ข้อคิดที่ได้คือ เราไม่มีเงินทองมากมายที่เราจะช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากได้ แต่เรามีกำลังใจและกำลังกายที่จะช่วยเหลือ เพื่อความสุขและความอยู่รอดของพี่น้องประชาชนทั่วไปที่ตกอยู่ในภาวะทุกข์ใจ ขาดแคลน

บริจาคโลหิต

        วันที่ 3 พฤศจิกายน  2553 ได้บริจาคโลหิต ให้กับสภากาชาดไทยเป็นครั้งที่  10 ที่ อาคารอธิการบดี ชั้นที่ 2  โดยไปกับพี่เนต  และมีการบริจาค  stem cell ด้วยเราก็เลย  ok  ค่ะ สิ่งเล็ก ๆ น้อยๆ ที่เราทำเพื่อคนอื่นหรือเพื่อสังคม เราทำด้วยใจ เราทำแล้วใจเรามีความสุข  ไม่เดือนร้อนใครก็จงทำเถิดเพื่อสังคมเราจะได้เจอแต่ สิ่งดีๆ

        บางคนคิดว่าเจ็บ บางคนไม่กล้า บางคนคิดว่าอ้วน ก็เลยไม่ทำ อันนี้ก้แล้วแต่ความคิดของแต่ละคนก็แล้วกันนะ แต่สำหรับเรา  เราทำเพราะเรามีความตั้งใจจะช่วยเหลือจริงๆ  บริจาค 1 ครั้งเท่ากับช่วยเหลือชีวิตคน 1 คน นะค่ะ

 

ความดีเป็นการลงทุนประเภทเดียวที่ไม่เคยทำให้ใครล้มละลาย

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่ กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้

๑.  อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัว เองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขา มีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง

๒. อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับ เรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลก ในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิด ทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
๓.อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน

๔.. อย่าเอา จริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขา ไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก

๕. อย่า เสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับ เรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ….นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณ ผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง

๖. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอน หลับ

๗. ความ รู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ…คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว

 
๘.
ลืมเรื่อง ขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามี หรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร…
จงอย่าเกลียดคนอื่น

๑๐.ประกาศ สงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ

๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง

 ๑๒. จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียน รู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หาย ไป…เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต…แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอด ชีวิต

๑๓. จง ยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
๑๔. คุณ
ไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถก เถียงกับคนอื่นหรอก…บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกัน ได้…เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ?
        ๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ

        ๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน

        ๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง

        ๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน
70 และต่ำกว่า 6ขวบ
       ๕. พยายามทำให้อย่างน้อย
3 คนยิ้มได้ทุกวัน 
       ๖.
คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่ เรื่องของคุณสัก หน่อย 
       ๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่าง หากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ ดังนั้น
, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็น อันขาด และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้
      ๑. ทำสิ่งที่ควรทำ

      ๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์
, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์,จงทิ้ง ไปเสีย…เก็บไว้ทำไม?
      ๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผล ทุกอย่างได้

      ๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด
, เดี๋ยว มันก็เปลี่ยน
     ๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน
, จงลุก จากเตียง, แต่ง ตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน ด้วย…get up, dress up and show up.
       ๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง

      ๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้
, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
      ๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ…ดังนั้น
, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด

 แหล่งที่มา : Foremail

ทีวีไทยร่วมกับ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

 

           

This slideshow requires JavaScript.

วันที่  31 ตุลาคม  2553  วันนี้ได้ออกจากบ้านประมาณ  6.00 น. เพื่อไปช่วยเหลือคนน้ำท่วมที่  จ. ชัยนาท  รถออกจาก มธบ. เวลา  8.45  น.  โดยมีทีวีไทยและมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ร่วมกันในครั้งนี้ มีทั้งนักศึกษา บุคคลากรและบุคคลทั่วไปร่วมขบวนในครั้งนี้ด้วย โดยไปถึงที่ 11.40 น. ไปถึงจดหมายปลายทาง คือ บ้านศาลาขาว หมู่  4 ต. ตลุก อ. สรรพยา จ. ชัยนาท  ในหมู่บ้านนี้มีเกือบ 300 ครัวเรือนที่ได้นำของไปแจก และมีข้าว ขนมจีน แกงเขียวหวาน ไก่ทอด ไอศกรีม ไปแจกด้วย บางคนก็ลงเรือไปที่บ้าน บางคนก็อยู่ด้านบนแถวถนนใหญ่ กว่าจะแจกเสร็จก็บ่าย 2 โมงกว่า  ในขณะที่น้ำท่วมชาวบ้านก็ไม่ค่อยได้ทำอะไร แต่บางคนก็ได้อาชีพใหม่ คือจับปลาขาย ทำปลาตากแห้งไว้ขาย

            หลังจากนั้น ก็ออกเดินทางกลับ เพื่อที่จะมาให้อีกที่หนึ่ง คือ จ. พระนครศรีอยุธยา  ซึ่งก็น้ำท่วมระดับสูงเช่นกัน  ช่วยเหลือที่หมู่บ้านอิสลาม ซึ่งมาถึงก็ประมาณ 5 โมงกว่าๆ  ขนของลงเรือไปให้เพราะที่นี้ ชาวบ้านไม่ได้ขึ้นมารับเอง แต่มีชาวบ้านเหมือนเป็นตัวแทนของหมู่บ้านมาช่วยขนทั้งคนและของไปส่ง  กว่าจะเสร็จก็มืดแล้วก็กลับบ้านด้วยความปลอดภัยกันทุกคน มีรูปมาการันตีใครเป็นใครก็ดูกันนะค่ะ            

                           

                                                  ถึงมหาวิทยาลัยด้วยความสวัสดิภาพ ถ่ายภาพ ก่อนกลับบ้านค่ะ